ประวัติความเป็นมาของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1
อาคารศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1

ในปี พ.ศ. 2443 งานวิทยาการเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขณะทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ได้ทรงก่อตั้ง “กองพิมพ์ลายนิ้วมือ” ขึ้น สำหรับตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลในกระบวนการยุติธรรมไทย

ปี พ.ศ. 2444 ได้มีการจัดเก็บลายพิมพ์นิ้วมือของนักโทษที่จะพ้นโทษ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันตัวบุคคล ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ด้วยพระปรีชาสามารถและคุณูปการนี้ พระองค์จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” และทรงเป็นผู้ริเริ่มนำวิชาการพิมพ์ลายนิ้วมือมาใช้ในประเทศไทย

ปี พ.ศ. 2475 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างกรมตำรวจครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนชื่อจากกรมตำรวจภูธรเป็น กรมตำรวจ และได้มีการจัดตั้ง แผนกวิทยาการตำรวจ ขึ้น สังกัดกองตำรวจสันติบาล

ปี พ.ศ. 2482 พล.ต.ต. หลวงพิสิฐวิทยากร (ขณะดำรงยศ พ.ต.ท.) ได้ริเริ่มขยายงานทะเบียนพิมพ์ลายนิ้วมือไปยังส่วนภูมิภาคเป็นครั้งแรก โดยจัดตั้งหน่วยงานในภาคต่างๆ ดังนี้:

เขต ที่ตั้ง
เขตเหนือพิษณุโลก
เขตใต้สงขลา
เขตตะวันออกนครราชสีมา
เขตตะวันออกเฉียงเหนืออุดรธานี

ปี พ.ศ. 2483 มีการปรับปรุงโครงสร้างกรมตำรวจอีกครั้ง โดยจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ขึ้น และให้งานด้านวิทยาการตำรวจย้ายมาสังกัด บช.ก.

ปี พ.ศ. 2500 องค์การบริหารวิเทศกิจสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (U.S.O.M.) ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนงานด้านวิทยาการตำรวจไทย ทั้งด้านอุปกรณ์และการฝึกอบรม

ปี พ.ศ. 2503 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภายใน บช.ก. โดยยุบ "กองวิทยาการ" เดิม และแยกงานออกเป็น 2 หน่วยงานหลัก คือ กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และ กองทะเบียนประวัติอาชญากร (ทว.) ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2503

ปี พ.ศ. 2519 ตามคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 45 ได้มีการจัดตั้งกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ขึ้น ทำให้งานวิทยาการในส่วนภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้น

ปี พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดตำแหน่ง "ผู้บัญชาการ ประจำกรมตำรวจ (ทำหน้าที่หัวหน้าสำนักงานวิทยาการตำรวจ)" เพื่อบริหารและควบคุมงานด้านวิทยาการตำรวจทั้งหมดให้มีเอกภาพ

ปี พ.ศ. 2535 ถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานวิทยาการตำรวจ โดยมีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจใหม่ รวมหน่วยงาน กองพิสูจน์หลักฐาน, กองทะเบียนประวัติอาชญากร และหน่วยงานวิทยาการในส่วนภูมิภาคเข้าด้วยกัน ยกฐานะขึ้นเป็น สำนักงานวิทยาการตำรวจ (สวท.) มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยงานย่อยในระดับกองกำกับการเขต และวิทยาการจังหวัดทั่วประเทศ

วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ได้มีคำสั่งให้จัดตั้งหน่วยงาน “วิทยาการจังหวัดปทุมธานี” ขึ้น ณ ที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี รับผิดชอบงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพ งานทะเบียนประวัติอาชญากร และการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดเบื้องต้นในพื้นที่

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่อีกครั้งตาม พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปลี่ยนชื่อ "สำนักงานวิทยาการตำรวจ" เป็น “สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ (สพฐ.ตร.)” พร้อมทั้งยกฐานะ "วิทยาการจังหวัดปทุมธานี" ขึ้นเป็น “ศูนย์วิทยาการ เขต 11 (ศวก.11)” รับผิดชอบพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ

และในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552 ได้มี พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 เปลี่ยนชื่อ "สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ" เป็น “สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.)” ดังเช่นปัจจุบัน และปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาคต่างๆ โดยได้ยกฐานะ "ศูนย์วิทยาการ เขต 11" ขึ้นเป็น “ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 (ศพฐ.1)” รับผิดชอบพื้นที่ 9 จังหวัดในเขตตำรวจภูธรภาค 1 ได้แก่ ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง และชัยนาท สืบมาจนถึงปัจจุบัน

ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 เดิม ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 50 หมู่ 21 ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150 ใช้อาคารไม้สักเก่าแก่ อายุกว่า 100 ปี ซึ่งได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้มีความทันสมัย ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมอันงดงาม สร้างบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ เหมาะสมกับการปฏิบัติงานด้านการตรวจพิสูจน์หลักฐาน